2006/Jun/09

เรื่องของนกพิราบตัวหนึ่ง

ในเย็นวันจันทร์ที่ 5 ที่ผ่านมา วันนั้นค่อนข้างจะมืดแล้ว ขณะที่ผมกำลังใส่รองเท้า จะออกไปวิ่งออกกำลังกายตามปรกติทุกวันนั้น สุนัขของผมก็เห่าอะไรบางอย่าง เห่าไม่หยุดเป็นเวลานานมาก จนผมสงใสว่าเจ้าหิมะกำลังเห่าอะไรอยู่ ตอนแรกผมคิดว่าคงจะเป็นคางคก แต่อยู่ๆความคิดนึงก็ผุดขึ้นมา ถ้าเกิดมันเป็นงูละ ผมจึงรีบออกไปดูแต่มันกลับไม่ใช่ทั้งคางคกและงู มันคือนกพิราบ มันกำลังกลัวหลบอยู่ที่มุมหน้าบ้าน ขณะที่เจ้าหิมะนั้นเอาอุ้มเท้าเขี่ยเนื่องจากว่าอยากรู้ว่ามันคืออะไร แต่แค่อุ้มเท้านั้นสำหรับสัตว์ที่ตัวเล็กและบอบบางอย่างนกนั้น ก็ทำให้มันบาดเจ็บได้ ผมจึงค่อยๆอเอามืออุ้มเจ้านกตัวนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ในเวลานั้นแสงไฟค่อนข้างสลัวๆ ทำให้ผมไม่ทราบว่ามันเห็นลูกนกหรือนกโตเต็มวัย จากที่สังเกตุดูแล้วนั้น มันไม่มีบาดแผลร้ายแรงใดๆ มีแต่ขนที่ร่วงไปเล็กน้อย แต่ว่ามันไม่มีท่าทีที่จะบินเลย แสดงว่าอาจจะมีการบาดเจ็บหรืออะไรซักอย่าง ผมซึ่งกำลังจะออกไปวิ้งนั้นก็จึงคิดว่า เราควรจะทำลังใส่มันไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูทีหลัง ผมจึงนำลังกระดาษ ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้เจาะรู 8-10รู และนำมันวางไว้บนๆเพื่อกันไม่ให้สุนัขของผม หิมะและไมโล ไปทำร้ายมัน และวผมจึงไปล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และออกไปวิ่ง

ขณะที่ผมกำลังวิ่งอยู่นั้นผมก็คิดว่า แล้วถ้ามันป่วยละ ถ้าเกิดมันติดเชื้อ หรือว่าเป็นโรคอะไรที่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรจะไปสัมผัสมันมาก รอพ่อกลับมาแล้วภาไปรักษาดีกว่า และในเย็นวันนั้น คุณพ่อของผมก็พามันไปรักษาที่คลีนิกรักษาสัตว์ที่ไปเป็นประจำ ผลที่ออกมาก็คือ มันยังบินไม่ได้ และที่บินไม่ได้นั้นก็เป็นเพราะขนหางของมันร่วงไป ส่วนอย่างอื่นนั้นก็ปรกติดี แต่มันยังเป็นแค่ลูกนก เนื่องจากตอนที่ผมเจอมันนั้นแสงไฟค่อนข้างสลัวๆ ทำให้มองไม่เห็นขนเด็กของมันที่ยังหลุดร่วงไปไม่หมด ผมกลับพ่อจึงตัดสินใจจะเลี้ยงมันให้ขนมันขึ้นก่อนและจึงปล่อยมันไป ในคืนวันแรกหลังจากกลับมานั้น คุณพ่อก็ทำลังเจาะรู ใส่ให้เจ้าลูกนกไป แล้วอีกวันจึงไปนำกรงนกจากบ้านคุณลุงมาให้มัน ส่วนอาหารนั้น คุณหมอก็แนะนำว่าให้ๆถั่วเขียวหรือข้าวสาร และน้ำ

ในวันอังคารที่ 6 ก่อนหน้าที่จะไปเอากรงมานั้น ผมก็เดินไปดูเจ้านกพิราบน้อย แต่มันหายไป ตอนนั้นผมคิดว่ามันคงจะบินไปแล้วละ แต่ไม่ใช่เลย มันกลับเดินดุ่มๆอยู่ข้างๆรั่ว เนื่องจากข้านบ้านผมเขายังไม่มีคนมาอยู่เลยหล่อยทิ้งร้างไว้ นกพิราบจึงมาอาศัย ผมเลยคิดว่ามันคงได้ยินเสียงพ่อแม่มัน พอผมไปนำมันกลับมาจะใส่กล่อง ท่าทางของมันก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่ามันยังเป็นลูกนกอยู่ มันอยากที่จะไปทางข้างบ้านของผม มากกว่าที่จะอยู่ในกล่อง แต่ผมก็ปล่อยให้มันไปไม่ได้ เนื่องจากมันยังบินไม่ได้ มันอาจถูกแมว หรืองู หรือสุนักที่อาจจะอยู่ข้างบ้านกินเอา หลังจากนั้นพ่อของผมก็ไปนำกรงนกจากบ้านคุณลุงมา กรงนั้นค่อนข้างเล็ก แต่ก็ดีกว่าที่จะอยู่ในรังมืดๆ แล้วจึงนำอาหารและน้ำใส่ให้มัน

ในวันพุธที่ 7 นั้นผมแทบจะไม่ได้ไปมองเจ้านกพิราบเลย เนื่องจากผมทราบดีว่า นกมันจะหวาดกลัวคน และมันเป็นนกธรรมชาติ ไม่ใช่นกเลี้ยง การที่ปล่อยมันอยู่แบบนี้ย่อมดีกว่า แต่ผมก็เริ่มจะคิดว่า ปรกติแล้วนั้น ลูกนกจะร้องเรียกพ่อแม่มันตลอด ทำไมวันนี้มันถึงไม่ค่อยยอมร้องเลย อาจเป็นไปได้ว่าพ่อแม่มันจะทิ้งมันแล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้น การที่จะปล่อยมันหลังจากขนมันขึ้นแล้ว คงจะเป็นไปไม่ได้ มันคงจะหาอาหารไม่ได้ และอาจจะวนเวียนอยู่ที่บ้าน ถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงอาจจะต้องเลี้ยงมันไปตลอด

ก่อนหน้านี้ผมเคยช่วยลูกนกรังนึงมาก่อน อันที่จริงผมนั้นชอบดูสารคดีมาก และผมก็ทราบดีว่าควรจะทำอะไร ในตอนนั้นรังนกอยู่ในตู้จดหมาย ลูกนกกำลังถูกมดหลายสิบหลายร้อยตัวกัดอยู่ ผมจึงนำมันออกมา และทำรังเทียมจากตะกล้าใส่ของขวัญ กับเศษกิ่งไม้รังเก่า และเศษกระดาษหลังสือพิมพ์ที่ตัดเป็นเส้นๆ ตอนนั้นนับว่าโชคดีมากที่แม่และพ่อนกยังมาเลี้ยงดูมันอยู่ แต่แล้วมันก็ไม่รอดจนหมด จาก4ตัวในรังตู้จดหมาย เหลือ3ตัวเพราะถูกมดกัดตาย ไม่กี่วันต่อมาอีกตัวก็ตายไปเนื่องจากหนาวตาย และอีกตัวก็หนาวตายเช่นกัน เหลือรอดแค่1ตัว

คุณรู้ไหมว่าทำไมผมต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ นั้นก็เพราะนกนั้นไม่ใช่สัตว์ที่เราจะไปจับมันอาบน้ำ ทำความสะอาดมันได้ ด้วยเหตุนี้ลูกนก หรือนกเต็มวัยจะต้องทำความสะอาดตัวเอง ด้วยการที่พ่อแม่มาไซ้ขนให้บ้าง ด้วยการบินบ้าง การโดนแสงแดดบ้าง ฉะนั้นลูกนกที่นอนในรังที่มีทั้งอุจจาระปัสสาวะ จึงเต็มไปด้วยแบททีเรีย ปรสิต และเห็บหรือหมัดได้ หรือแม้แต่นกที่โตเต็มวัย การเลี้ยงในกรงนั้นก็ต้องนำมันออกไปโดนแดดโดนลมด้วย เพื่อฆ่าปรสิตและแบททีเรีย และกรงก็ควรจะกว้างพอที่จะให้มันได้กระพือปีกด้วย แต่ถึงอย่างไร นกก็ไม่ใช่สัตว์ที่สะอาด และไม่ควรจะไปลูบหรือสัมผัสเหมือนสัตว์อื่นๆ นอกจากมันจะไม่ชอบแล้ว ยังอาจทำให้มันบาดเจ็บได้อีก

วันพฤหัสที่ 8 วันนี้ผมสังเกตุมันเริ่มจะไซ้ขนมันมากขึ้น ผมจึงเดินไปดูและพบว่า มีมดขึ้นที่กรงมัน ผมเลยนำมันออกมา และนำกรงมันไปเคาะๆ คุณรู้ไหม การนำนกพิราบออกจากกรงมันยากมากๆ และกรงก็เล็กด้วย กว่าจะออกมาได้นั้นก็ใช้เวลาไปกว่า20นาที และเมื่อออกมาได้แล้วนั้น เจ้านกก็ไม่ได้บินหนี หรือวิ่งหนีไปไหนเลย แต่กลับยืนนิ่ง ไซ้ขนตัวเอง มองดูผม ผมก็นั่งมองดูมัน แล้วก็คิดว่าสัตว์เดียรัจฉานอย่างนกพิราบ จะรับรู้ความรู้สึก และคุ้นเคยกับมนุษย์ได้ในเวลาไม่กี่วันหรือ แล้วผมก็นั่งดูมันเป็น 20นาทีมันก็นั่งๆเดินๆ แล้วพอผมจะนำมันกลับเข้ากรง มันกลับหนี ไม่ยอมที่จะเข้า มันทำให้ผมคิดว่านกนั้น มันไม่ได้เหมาะที่จะอยู่ในกรงเลย ผมจึงนำมือไปที่ใต้เท้ามัน มันก็ขึ้นมาบนมือผม แล้วผมก็นั่งอยู่อย่างนั้นเป็น 10 นาที จนกระทั่งเจ้าหิมะมันเปิดประตูจะมาหลังบ้าน ผมจึงต้องรีบเอามันเข้ากรง แต่รู้ไหม อย่างที่ผมบอก เล็บของนกที่จิกที่ผิวหนัง มันสกปรกขนาดที่ไม่กี่นาที บริเวณที่ผมโดนจิกก็มีผื่นขึ้น

มืดๆวันนั้น ตอนที่พ่อผมกลับมาเราจึงล้างกรงอีกที คราวนี้ใช้น้ำล้าง แล้วใช้ลมเป่า และย้ายที่ไปวางไว้หน้าบ้าน ตอนที่นำออกมามันเกาะที่มือผมอีก ท่าทางมันสงบ และหลับตาลง บางทีมันมองมาที่ผม โยกหัวไปมาทำท่าอยากจะรู้อะไรบางอย่าง ผมก็คิดอีกว่า มันจะเป็นไปได้เหรอที่สัตว์เดียรัจฉานจะคุ้นเคยกับมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว และวันนั้นผมก็นำมันกลับเข้ากรง และก็อีกเช่นเคย มือผมก็เป็นผื่นอีก

วันศุกร์ที่ 9 ก็คือวันนี้ วันที่ผมเขียนเรื่องของนกพิราบตัวนี้ขึ้น วันนี้เป็นวันหยุด แต่ผมก็ไม่ได้ลงไปดูแลอะไรมัน จนกระทั่งตอนบ่าย ผมลงไปแล้วก็ถามพ่อผมว่ามันเป็นไงบ้าง พ่อผมก็บอกว่า มันน่าจะอยากบินแล้วละ ท่าทางมันอยากออกจากกรง เย็นนี้น่าจะลองเอามันไปปล่อยหลังบ้านดูนะ แล้วผมก็ขว้างบอลให้สุนัขอยู่ข้างๆเจ้ากรงนกที่แขวนอยู่หน้าบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้สังเกตุอะไรซักพักนึงผมเริ่มสังเกตุ มันทำท่าโยกหัวไปมามองมาทางผม กระพือปีก ผมจึงบอกพ่อว่าเราน่าจะลองปล่อยมันนะ แต่ขณะที่ผมมองไปที่ตัวมัน ผมก็เห็ตสายอะไรซักอย่าง มันคล้ายๆไส้ หรืออุจจาระ มันห้อยมาจากก้นนก ผมเลยบอกพ่อให้มาดูว่ามันคืออะไร พ่อผมให้ความคิดว่ามันน่าจะเป็นอึนกมากกว่า แต่ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น มันเหมือนพยาธิหรือไว้มันมากกว่า และมันก็นอนท่าแปลกๆ เหมือนมันไม่มีแรง มันนอนโดยใช้ปีกยัน เราจึงตัดสินใจที่จะนำมันออกมาลองปล่อยที่หลังบ้าน

เมื่อนำมันออกมานั้น สิ่งที่แปลกที่ผมเห็นอย่างแรกก็คือ มันเดินออกมาจากกรงโดยดี โดยที่ผมไม่ต้องเอามือไปแตะตัวมันแต่อย่างใด แต่มันทำท่าทรมานมาก ผมก็บอกพ่อว่ามันน่าจะเป็นไส้มันนะ เราน่าจะพามันไปหาหมอมากกว่า แต่พ่อผมก็บอกว่า เราน่าจะดูมันซักพักดีกว่า เกิดพาไปหาหมอแล้วมันเป็นอึนกละ หมอคงขำตายเลย แถมไปก็ใช้เวลานานด้วย ขับรถไปก็ไกลพอสมควร แล้วมันก็ค่อยๆเดินออกมา แล้วก็นั่ง แล้วก็เดินอีก แล้วก็นั่ง แล้วก็เดินจนมานั่งที่ใต้ขาผม แล้วก็นั่งเลยไม่ขยับ ผมบอกว่าเราควรจะพามันไปหาหมอดีกว่า มันดูท่าทางไม่มีแรง และทรมานมาก มันนั่งโดยไม่ใช้ขา แต่ใช้ปีกยันตัว เหมือนนกที่บาดเจ็บมาก สุดท้ายพ่อและผมก็จึงตัดสินใจที่จะพามันไปหาหมอ พ่อผมจึงจับมันเข้ากรง แล้วเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

แต่ขณะที่พ่อเดินไปนั้น แค่ไม่กี่วินาที ผมมองมัน มองมันตลอดเลย มันกระโดด กระพือปีก แล้วก็ล้มลงไป ในท่านอนหงายขามันเกร็งเข้าหากัน ตามันค้าง ปากมันอ้าค้างไว้ ผมรีบร้องให้พ่อมาช่วยดู แต่ไม่ทันที่พ่อผมจะมา ผมก็ตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่า มันตายแล้ว แม้แต่จะรู้ว่าเป็นแบบนั้น พ่อผมก็ยังบอกว่ามันอาจจะยังหายใจอยู่ จึงลองเอาไม้เขี่ยดู แต่ผมแน่ใจแล้วว่า มันตายแล้ว มันตาย มันชักตายต่อหน้าต่อตาผม แค่ไม่กี่นาทีที่แล้วมันยังมีชีวิตอยู่ มันยังเดินมานอนใต้ขาผม ไม่กี่นาทีที่แล้วผมยังจะพามันไปหาหมอเลย อีกแค่ไม่กี่นาทีเราก็จะขึ้นรถไปหาหมอแล้ว แต่แค่ไม่กี่วินาที มันกลับชัก ตายต่อหน้าต่อตาผม

ผมบอกไม่ถูกว่าผมรู้สึกอย่างไร แค่ไม่กี่นาทีที่แล้วผมยังพูดตลกๆเลยว่า ถ้าไปหาหมอแล้วหมอบอกว่าไม่เป็นไร หมออาจบอกว่าแค่นกพิราบในประเทศไทยอาจมีเป็นล้านๆตัว วันๆนึงอาจมีเป็นร้อยเป็นพันที่ตาย ไม่จำเป็นต้องเอามาหาหมอหรอก แต่แล้วมันก็ตาย ก่อนหน้านี้ผมยังเคยคิดว่าจะถ่ายรูปมัน เหมือนตอนนกตัวก่อน แล้วพอมันรอดเราก็จะนำไปบอกคนอื่นได้ว่านี้นะ นกตัวนี้เราเคยเลี้ยงดูมันมาก่อน แต่แล้วแม้แต่รูปก็ยังไม่ได้ถ่าย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจมาก มันหลังจากนั้น

อย่างแรก แค่ไม่ถึง 5 นาทีศพมันก็แข็งแล้ว แม้แต่ใช้ไม้เขี่ยผมยังไม่กล้าเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมยังใช้มือให้มันเกาะ มันทำให้ผมรู้สึกผิดมาก ที่แม้แต่จับมันก็ยังไม่กล้า

อย่างที่ 2 คือตอนที่จะจัดการกับศพมันอย่างไร ผมบอกว่าเราน่าจะฝังหรือเผามัน แต่ถ้าฝังแล้วหมามันไปขุดคุ้ยมาอีกละ หรือเผามันก็จะกลายเป็นนกย่างไป กว่าเนื้อมันจะไหม้หมดมันคงใช้เวลานานมาก สุดท้ายพ่อผมจึงต้องห่อมันด้วยถุงพลาสติก แล้วนำมันทิ้งทิ้งขยะ การนำมันไปทิ้งขยะนั้นมันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก มันเหมือนของที่ใช้แล้ว พอเสียก็ทิ้ง แต่จะทำอย่างอื่นก็ทำไม่ได้ มันก็คงมีแค่วิธีเดียว

อย่างที่ 3 มันไส้ทลักจริงๆ แล้วไส้มันก็ฉีกเหมือนกระดาษที่แผ่ออก แต่ตรงหลายนั้นมันยังคงเห็นเป็นใส้กลมๆอยู่ ผมเริ่มคิดได้ว่าทำไม มันเป็นเพราะกรง กรงมันมีเหล็กที่เป็นลวดเล็กๆโผล่ออกมา ผมคิดว่ามันคงไปเกี่ยวเอาไส้มันออกมา และฉีกขาดแผ่ออกแบบนั้น สุดท้าย นกมันก็ไม่ควรจะอยู่ในกรง นอกจากมันจะไม่มีอิสระแล้ว กรงยังฆ่ามัน หรือถ้าจะพูกให้ถูก เราที่จับมันใส่กรงตางหาก มันทำให้รู้สึกว่าผมเป็นคนฆ่ามันเสียมากกว่า

อย่างที่ 4 แม้แต่มันจะเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ที่ผมคิดว่ามันคงจะไม่รู้สึก หรือสัมผัสความรู้สึกของมนุษย์ได้ในเวลาไม่กี่วัน แต่สุดท้ายมันก็พิสูจน์แล้ว ไม่กี่นาทีก่อนที่มันจะตาย ขณะที่มันทรมานมาก มันยังอุ่นใจที่ได้มานอนใต้ขาผม

Comment

Comment:

Tweet


สงสารมันจังเลยครับ

คุณเคนที่มีจิตใจดีจริง ๆ แถมยังเป็นนักวิเคราะห์ปัญหาอีกด้วย

ดีมากๆ เลยครับ
#3 by SirTING (203.188.53.130) At 2006-07-08 09:41,
สงสารนกพิราบจัง..
แต่ถ้ามันพูดได้ คงอยากจะบอกนายว่า...
ข่วงหนึ่งที่ได้อยู่ด้วยกัน ..นายวิเศษที่สุดเลย
#2 by **Jida** At 2006-06-09 19:34,
น่าสงสารมันจังเลย

พ่อคุณใจดีจังอุสาต์พามันไปหาหมอด้วย
#1 by jealous At 2006-06-09 19:33,